รีวิวเที่ยวเมืองนีมส์ (Nimes) และเมือง Carcassonne : เที่ยวฝรั่งเศส อิตาลี Part 10

วันที่สิบของการเดินทางแล้วค่ะ เช้านี้หลังทานอาหารกันเรียบร้อยแล้ว จะเดินเท้าจากโรงแรมไปชมอารีน่าที่ถือว่าสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในโลกนี้ จากโรงแรมเดินไปเรื่อย ๆ ประมาณ 10 นาทีก็ถึงแล้วค่ะ

IMG_4390
แวะซื้อตั๋วกันก่อน เราจะซื้อแบบเข้าชมอารีน่า (Arena de Nimes) และวัดโรมัน Maison Carree อยู่ในระยะเดินถึงกันได้ (เช็ครายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.arenes-nimes.com/en/home) ทริปนี้เราเลือกจะชมอารีน่าที่เมืองนีมส์เพียงที่เดียวไม่ได้แวะที่เมือง Arles ค่ะ หลังจากลองดูข้อมูลแล้วที่นี่ใหญ่กว่าแล้วก็ยังสมบูรณ์กว่ามาก เมืองนี้ถือว่าเป็นเมืองเก่าแก่อีกเมือง น่าจะประมาณ 2000 ปีได้ มีประชากร 150,000 คน


Arena de Nimes ชื่อเต็ม ๆ คำว่าอารีน่าในภาษาละตินแปลว่าทราย ที่ตั้งชื่อนี้เพื่อว่าสถานที่นี้มีไว้สำหรับดูดซับเลือดที่เกิดจากการต่อสู้ โดยเฉพาะทาสหรือนักโทษประหาร อารมณ์เหมือนหนังเรื่อง Gladiator ค่ะ สถานที่นี้ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกในปี พ.ศ. 2524 จากองค์กรยูเนสโก (UNESCO)


ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้เหมือนโรงมหรสพ มีการจัดคอนเสิร์ต จัดงานต่าง ๆ สามารถจุคนได้ถึง 24,000 คน ทางเข้าค่ะ



เดินเข้ามาจะได้กลิ่นแบบชื้น ๆ จากปูน พร้อมเข้าไปชมการต่อสู้ยังคะ

ถ้าเปรียบเทียบกับที่กรุงโรม ที่กรุงโรมเก่าแก่กว่า ใหญ่กว่า สร้างในจักรวรรดิโรมันเหมือนกัน โดยพระเจ้าออกุสตุส ใช้เวลาสร้างประมาณ 10 ปี และเสร็จสิ้นในศตวรรษที่ 1 ใต้อัฒจรรย์และใต้ดินโคลอสเซียม มีห้องสำหรับขังนักโทษที่รอการประหารชีวิต และสิงโต หลายร้อยห้อง ถ้าต่อสู้กันจนสามารถฆ่าคู่ต่อสู้ตายได้ก็จะได้รับเกียรติอย่างสูง ถือว่าเป็นการต่อสู้ที่ชาวโรมันนิยมและยกย่องกัน แต่พออาณาจักรโรมันเสื่อมลง รวมถึงสงครามสถานที่เหล่านี้ก็ถูกปล่อยร้างไว้ จนกลายเป็นซากขนาดใหญ่ไว้ให้ชมรุ่นหลังได้รำลึกถึงความรุ่งเรื่องในอดีต และวันที่เราไป กำลังมีการจัดเตรียมคอนเสิร์ตค่ะ


เดินกันสักพักก็เดินต่อไปชมวัดโรมัน หรือ Maison Carree ระหว่างทางก็มีร้านขายของ Pharmacie ให้แวะกันอีกแล้ว ร้านนี้แหละค่ะที่ไปกวาดกันแทบจะหมดเชลฟ์ ทั้ง Eucerin, Bioderm, La Roche, Vichy ยิ่งครีมกันแดด 1 แถม 1 ซื้อกันจะเค้าต้องไปเอาของมาเพิ่มให้จากในสต็อก


La Maison Carrre (Square house) หรือวัดโรมัน ถูกสร้างขึ้นในสมัยเดียวกับอารีน่า เพื่อเป็นวัดของชาวโรมัน โดยสร้างสำหรับรำลึกถึงหลานของจักรพรรดิออกัสตัส ปัจจุบันใช้เป็นโรงละครพิเศษ เพื่อแสดงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของเมืองนีมส์ มีการฉายวีดีโอเหมือนโรงหนังเล็ก ๆ ด้านใน แสดงถึงเรื่องราวความเป็นมาของการสร้างวัดโรมันและเมืองนีมส์ ทำได้น่าสนใจทีเดียว ที่เห็นอยู่นี่คือได้รับการปรับปรุงมาเรื่อย ๆ นะคะ ของดั้งเดิมโดยไฟไหม้แทบไม่เหลือเลย






สัญลักษณ์ของเมืองนีมส์หรือ The Coat of arms คือจระเข้กับต้นปาล์ม สัญลักษณ์นี้มีให้เห็นทั่วทั้งเมืองเลยค่ะ ว่ากันว่าต้นปาล์มหมายถึงประเทศอียิปต์เพราะสมัยก่อนทหารโรมันจะถูกส่งไปรบ ถ้าใครรอดชีวิตกลับมาก็จะได้รับมอบที่ดินและเกษียณที่เมืองนีมส์ ส่วนจระเข้น่าจะเป็นสัญลักษณ์แทนทหารโรมัน

ได้เวลาแล้ว ออกเดินทางกันต่อไปยังเมือง Montpellier เพื่อทานอาหารกลางวันและต่อไปยังเมือง Carcassonne เมืองแห่งเทพนิยาย ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส แคว้นล็องก์ดอกครูซียง ดินแดนที่แดดอุ่นตลอดทั้งปี และเป็นเมืองจากยุคกลางลักษณะนี้เพียงเมืองเดียวในยุโรปที่เหลืออยู่ ด้วยทำเลบนเนินเขา เมืองป้อมปราการแห่งนี้จึงโดดเด่นเหนือที่ราบโดยรอบ

ตำนานท้องถิ่นเล่ากันว่า หลังจากพระเจ้าชาร์เลอมาญล้อมเมืองนี้อยู่ 5 ปี ชาวเมืองต่างอดอยาก สตรีผู้สูงศักดิ์นามว่าคุณหญิงการ์กา ได้รวบรวมเมล็ดพืชทั้งหมดที่เหลือ เอาให้หมูกินจนเต็มท้อง แล้วโยนหมูตัวนั้นข้ามกำแพง ตัวหมูกระแทกพื้น ท้องแตก เมล็ดพืชในท้องหมูกระจาย ทำให้ฝ่ายศัตรูเข้าใจผิด คิคว่าในเมืองยังอุดมด้วยอาหาร จึงขอเจรจายุติศึก คุณหญิงการ์กา ตอบรับการยุติศึกด้วยเสียงทรัมเป็ตแห่งชัยชนะ หรือ การ์กาซอนน์ ในภาษาฝรั่งเศส ที่แปลว่า “เสียงสัญญาณแห่งการ์กา”
IMG_4402
IMG_4403
เชิญเข้าปราสาทกันได้เลยค่ะ
IMG_4431


เดินผ่านสะพานทางเข้าเข้ามาแล้วจะเห็นแนวป้อมปราการสองแนว หอคอย 53 แห่ง คอยปกป้องเมืองเล็ก ๆ นี้ไว้ สามารถเดินได้รอบ

หลังยุคนโปเลียน ป้อมค่ายนี้ถูกทิ้งให้เสื่อมโทรมผุพัง รัฐบาลฝรั่งเศสในสมัยนั้นคิดว่าจะทำลายทิ้งเสีย แต่เทศมนตรีเมืองคาร์คาสซอนน์ Jean-Pierre Cros-Mayrevieille และนักเขียนนาม Prosper Merimee ได้ช่วยกันจัดแคมเปญเพื่อรักษาป้อมค่ายนี้ไว้และระดมทุนเอง หลังจากนั้นได้เชิญสถาปนิกชื่อดัง Eugene Viollet-le-Duc มาเป็นผู้ซ่อมแซมโดยเริ่มซ่อมในปีคศ 1853 ถ้าเดินต่อเข้าไปด้านในก็จะเป็นร้านค้า ร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร โรงแรม คล้าย ๆ กับที่ Mont St.Michel แต่ใหญ่กว่าค่ะ

IMG_4437
IMG_4442
ด้านในจะมีโบสถ์ขนาดใหญ่



ด้านในก็ดูเก่าเหมือนด้านนอก แต่ว่ามีกลิ่นอับชื้น อยู่ได้ไม่นานก็ขอออกมาด้านนอกดีกว่า


สถาปนิกคนที่เข้ามาดูแลการซ่อมแซม เป็นคนมาจากทางเหนือของฝรั่งเศส ซึ่งการมุงหลังคาทางเหนือจะใช้หินชนวนสีดำและเป็นรูปกรวยแหลม ในขณะที่ทางใต้จะใช้กระเบื้องสีแดงและมุมตื้น เพราะทางใต้ไม่มีหิมะตก และท่านก็ได้สั่งหินสีดำมาใช้จำนวนมาก แน่นอนว่าของเดิมเป็นสีแดง ทรงตื้น มาแบบใหม่สีดำ ทรงกรวย จึงถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก แต่เมื่อทำเสร็จกลายเป็นสวยงามแม้จะไม่เหมือนของจริงในแบบดั้งเดิม และได้รับการยกย่องว่าเป็น work of genius

IMG_4440
เดินไป เดินมา เจอเค้ามาแสดงโชว์ด้านหน้า เผื่อใครสนใจจะได้ตีตั๋วเข้าไปชมแบบจัดเต็มได้ แน่นอนว่าชมแค่นี้ก็พอสำหรับเรารละค่า eiei


สำหรับใครที่ขยันเดินหน่อย สามารถเดินออกจากกำแพงไปตรงฝั่งสะพานเพื่อชมปราสาทจากด้านนอกได้ เดินไม่ไกลมากค่ะ แต่พื้นสมัยก่อนเป็นหินปูเอา ลาดชันเหมือนกัน แต่มาถึงนี่แล้ว จัดไปค่ะ
IMG_4415
วิวจากสะพาน และเราก็พบสัจธรรมว่าเดินไกลเดินลำบากยังไม่เท่าแดดเปรี้ยงนี่แหละ แดดแสบทรวงมากวันนี้


20150507_163612
รีบถ่าย รีบกลับไปเกาะกำแพงกันต่อดีกว่า



IMG_4428

เดินกลับมาทางสะพานเข้าปราสาทกันอีกครั้ง
IMG_4432
ถ้าใครสนใจพวกเครื่องหนังต้องบอกว่าสินค้าที่นี่คุณภาพดีนะคะ เป็นหนังแท้จากเมืองการ์กาซอน และแล้วเราก็ทานข้าวเย็นกันที่ร้าน Auberge de Dame Carcas อาหารจานหลักเราเลือกเป็นซี่โครงหมู แต่แอบไหม้เกรียมไปนิด ><
IMG_4441
IMG_4445
ทานกันเสร็จเรียบร้อย ก็เดินเท้าออกมานอกปราสาท นั่งรถต่อไปอีกนิดค่ะ คืนนี้นอนกันที่ Hotel Mercure Carcassone Porte de la Cite

IMG_4447
IMG_4448
IMG_4450

ติดตามชมรีวิวหน้า : สะพาน Millau Viaduct และเมือง Clermont Ferrand : https://dreamfirstsky.wordpress.com/%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%AA%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%99-millau-viaduct-%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD/